กำจัดแมลงสาบ ให้ได้ผลมากที่สุด!!

แมลงสาบเป็นสัตว์ที่รบกวนการอยู่อาศัยของเราเป็นอันดับต้นๆ ทั้งกัดกินเสื้อผ้า หนังสือ และของใช้ต่างๆ พวกมันยังแพร่พันธุ์เร็วและน่าขยะแขยงอีกด้วย การกำจัดแมลงสาบหลายครั้งไม่ได้ผล แต่วันนี้เราจะนำเสนอหลากหลายวิธีให้นำไปปรับใช้เพื่อให้ได้ผลมากที่สุด แมลงสาบเป็นสัตว์ที่ชอบของกินที่มีรสหวาน กลิ่นหอมเย้ายวน เราจึงต้องนำจุดอ่อนข้อนี้มาเป็นตัวล่อให้พวกมันหลงกลและติดกับดักของเรานั่นเอง โดยมีวิธีดังนี้

ของหวานแสนเย้ายวน
ให้นำถาดที่มีขอบค่อนข้างชันทาด้วยน้ำมันพืช จากนั้นให้นำของที่มีรสหวานเช่น น้ำโอวันตีน น้ำไมโล น้ำบาบิคิว เป็นต้น ยิ่งเป็นของที่มีรสหวานและมีกลิ่นหอมด้วยจะยิ่งช่วยดึงดูดพวกมัน
นำไปวางไว้บริเวณที่พวกมันใช้เป็นประจำ หรือถ้าไม่รู้ให้วางไว้ในที่ที่คิดว่าเป็นแหล่งมั่วสุมของพวกมัน จาดนั้นทิ้งไว้หนึ่งคืนจะมีเจ้าแมลงสาบติดกับมากมาย วิธีนี้หลายคนลองแล้วได้ผลอย่างมาก เรียกว่ามากันเป็นกองร้อยเลย

ผงกำจัดแมลงสาบ
ปัจจุบันมีสิ่งที่ช่วยกำจัดแมลงสาบแบบสำเร็จรูปมากมาย หนึ่งในนั้นคือผงกำจัดแมลงสาบ เพียงนำมาผสมกับน้ำตาลเล็กน้อยก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้เจ้าแมลงสาบตัวน้อยๆ มาติดกับ ให้นำผงที่ผสมกับน้ำตาลแล้วไปโรยรอบๆ บริเวณที่พวกมันอยู่ เช่นในตู้ ลิ้นชัก ถังขยะ เป็นต้น ให้ทำเป็นประจำ ไม่เกินสองอาทิตย์รับรองหายเกลี้ยง

กำจัดด้วยวิธีธรรมชาติ
ธรรมชาติเป็นตัวช่วยอย่างดี ในที่นี้เราจะใช้เม็ดพริกไทยเป็นตัวช่วย อาจนำใส่ถุงผ้าแบบบางหรือบรรจุลงในถาดเล็กๆ ไปวางตามจุดที่คิดว่าจะเป็นแหล่งมั่วสุมของพวกมัน กลิ่นฉุนของเม็ดพริกไทยจะไปทำให้พวกมันไม่กล้ากลับมาเหยียบที่นี่อีก กันไว้ดีกว่าแก้

หลายบ้านยังไม่เคยพบเจอเจ้าแมลงสาบ แต่อย่าควรละเลยเพราะเมื่อคุณพลาดพวกมันพร้อมเข้าจู่โจมได้ทุกเมื่อ วิธีการป้องกันคือวิธีที่ดีที่สุด
1. กำจัดสิ่งสกปรก พวกมันมักจะชอบเศษอาหารและขยะต่างๆ ควรมีการกำจัดอย่างถูกต้อง มิดชิด และทำเป็นประจำ
2. รอยรั่ว รอยต่างๆ เหล่านี้คือประตูสู่บ้านคุณ พวกมันจะเข้ามาในบริเวณที่มีรอยรั่วต่างๆ โดยเฉพาะในห้องครัว
3. ลูกเหม็น จะคอยช่วยปล่อยกลิ่นรบกวนพวกมัน ให้นำไปวางตามจุดอับต่างๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้พวกมันมาทำรังได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : 3M

วิธีทำความสะอาดชักโครก

คราบสกปรกในห้องน้ำ สิ่งกวนใจของเหล่าแม่บ้านพ่อบ้านรักความสะอาด ด้วยห้องน้ำเป็นห้องที่มีปัจจัยทำให้เกิดคราบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความชื้นภายในห้อง คราบสบู่ แชมพู ครีมนวดผม อาจจะทำให้เกิดคราบที่ไม่พึงประสงค์ในห้องน้ำ

1. เคลื่อนย้ายของที่วางบนถังพักน้ำชักโครกออก หาตะกร้าพลาสติกมารวบรวมของที่วางบนถังพักน้ำชักโครกออกไป เพื่อให้ทำความสะอาดชักโครกได้ง่าย และยังป้องกันของเหล่านั้นตกหล่นเวลาทำความสะอาดด้วย

2. ฉีดน้ำยาทำความสะอาดให้ทั่วด้านในโถชักโครก โดยฉีดให้ใกล้ ๆ กับขอบโถที่สุด เพื่อให้น้ำยาค่อย ๆ ไหลลงในโถชักโครก และช่วยให้น้ำยาไม่เจือจางเร็วเกินไปด้วย จากนั้นปิดฝาชักโครกไว้ เพื่อไปทำความสะอาดบริเวณอื่นก่อน

3. เริ่มทำความสะอาดรอบ ๆ ตัวชักโครก โดยเริ่มจากขัดตัวถังพักน้ำให้ทั่วทุกซอกมุม จากนั้นทำความสะอาดตัวชักโครกด้านข้าง ด้านหน้า ฝาของชักโครก ก่อนจะทำความสะอาดบริเวณฐานที่ใกล้กับพื้นที่สุด

4. ทำความสะอาดที่รองนั่ง ขัดทำความสะอาดที่รองนั่งโดยให้เน้นบริเวณข้างใต้เป็นพิเศษ เพราะเป็นที่สะสมคราบและเชื้อโรคที่เรามักจะละเลย อีกจุดที่สำคัญคือบริเวณตัวพับยกขึ้น-ลงของที่รองนั่ง ให้ใช้แปรงขัดคราบต่าง ๆ ที่ติดอยู่จนกว่าจะหมดไป

5. กำจัดคราบในโถชักโครก หลังจากทำความสะอาดตัวชักโครกจนทั่วแล้ว ก็ถึงเวลาทำความสะอาดโถชักโครก ด้วยการขัดบริเวณข้างใต้ขอบโถก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นขัดในตัวโถ และปิดท้ายด้วยบริเวณคอห่าน ก่อนจะใช้น้ำเปล่าล้างตัวชักโครกให้ทั่ว แล้วกดน้ำในโถเป็นอันดับสุดท้าย

6. ทำความสะอาดพื้นห้องน้ำ ด้วยการฉีดน้ำไล่น้ำยาทำความสะอาดและคราบสกปรกให้ลงท่อไป จากนั้นใช้ผ้าแห้งเช็ดให้ทั่วหรือปล่อยห้องน้ำให้แห้งเองก็ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : kapook

กำจัดจิ้กจก

จิ้กจกเป็นสัตว์ที่มีมานานมากแล้วเพราะพวกมันสามารถปรับตัวเข้าได้กับทุกที่ ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยที่มันจะอยู่ในบ้านคุณได้ แต่บางครั้งมันก็สร้างความรำคานและความขยะแขยงให้เราเช่นกัน หลายคนจึงอยากไล่พวกมันให้ออกไปจากบ้าน
ก่อนที่เราจะกำจัดจิ้กจกเราต้องมาเริ่มที่ต้นเหตุก่อน การที่มีจิ้งจกอยู่ในบ้านแสดงว่าในบริเวณนั้นมีแมลงหรือมดซึ่งเป็นอาหารของจิ้กจก และการที่มีแมลงและมดเข้ามาแสดงว่าสภาพแวดล้อมบริเวณนั้นดี การจัดการจึงต้องเริ่มต้นจาสาเหตุดังนี้
สร้างกลิ่นไม่พึงประสงค์
โดยการใช้น้ำมันก๊าดชุบน้ำหรือการบูร ลูกเหม็น มาวางไว้บริเวรที่มีจิ้งจก นอกจากจะไล่จิ้งจกแล้วยังสามารถไล่แมลงได้อีกด้วย วิธีนี้สามารถไล่สัตว์ใหญ่กว่าจิ้งจกนั้นก็คือตุ๊กแกได้อีกด้วย หรือเข้าไปอ่านวิธีการกำจัดมด !! ด้วยวิธีธรรมชาติ แบบง่ายๆ
สมุนไพรช่วยได้
หากอยากลองด้วยวิธีธรรมชาติควรใช้ใบสาบเสือและใบน้อยหน่ามาตำผสมกันจากนั้นนำไปใส่ในผ้าบางๆ มัดแล้วนำไปแขวนบริเวณที่มีจิ้งจก เป็นการไล่จิ้งจกด้วยวิธีธรรมชาติโดยแท้เปลือกมะนาวช่วยได้
หากไม่สามารถหาใบสาบเสือและใบน้อยหน่าได้ ลองใช้เปลือกมะนาวทาตรงบริเวณที่มีจิ้งจกผ่าน กรดจากเปลือกมะนาวจะทำให้พวกมันรู้สึกแสบร้อน จนไม่กล้าผ่านมาอีก
ใช้น้ำฉีด
เพราะน้ำจะเข้าไปแทนที่สูญญากาศใต้ผังผืดของเท้าจิ้งจก ทำให้มันไม่สามารถเกาะบนกำแพงได้จนล่วงลงมา แต่วิธีนี้ระวังผนังชื้นด้วยนะ
กาวสองหน้าแบบบาง
ให้นำเอากาวสองหน้าแบบบางธรรมดาๆ ที่ใช้กันทั่วไป ไปแปะไว้ตรงทางผ่านของพวกมัน วิธีนี้มีวลองแล้วบอกว่าได้ผล พวกมันไม่กลับมาอยู่แถวนั้นอีก หรืออาจหาซื้อสเปยร์ไล่จิ้งจกลองเอามาใช้ดูก็ได้
เลี้ยงแมว
วิธีที่ได้ผลที่สุดแต่ไม่อยากแนะนำที่สุด เพราะเป็นวิธีที่ฮาร์ดคอเกินไปและเหมาะสำหรับคนที่อยากเลี้ยงแมวเท่านั้น ไม่ใช่เลี้ยงเพื่อไล่จิ้งจก ซึ่งแมวส่วนใหญ่จะชอบไล่คาบจิ้งจกเป็นปรกติอยู่แล้ว
เครดิตจาก 3M

สังเกตปลวก ก่อนที่จะโดนยึดบ้าน!!

ปลวกเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ แต่พิษสงร้ายแรง ยิ่งต่อบ้านเราแล้วพวกมันคือศัตรูลำดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ ปลวกเป็นสัตว์ที่กินทุกอย่างที่ทำจากไม้เพราะมีส่วนประกอบของเซลลูโลส และจะเลือกกินส่วนที่อ่อนที่สุดก่อน ดังนั้นก่อนที่มันจะเข้ายึดบ้านเรา เราควรหาทางแก้ไขและกำจัดมันซะก่อน

1. ขอบประตู
วิธีการง่ายๆ แต่ต้องอาศัยความช่างสังเกตุและความละเอียดอ่อน คือต้องใช้ไฟฉายและไขควง ตรวจสอบตามขอบประตู หน้าต่าง ขอบบัว และรอยแตกตามผนัง หากพบดินสีน้ำตาลดำลองใช้ไขควงเขี่ยดู หากพบตัวปลวกนั่นแสดงว่าพวกมันเริ่มโจมตีได้สักระยะแล้ว

2. พื้น
วิธีสังเกตง่ายๆ คือดูว่าพื้นมีผงคล้ายๆเม็ดทรายสีน้ำตาลดำหรือไม่ ถ้าพบแล้วลองใช้ไม้เคาะดู หากเป็นพื้นปาร์เก้ จะได้ยินเสียงผิดปกติ ฟังดูกลวงๆ เพราะพื้นด้านล่างเป็นโพรงแล้ว

3. เพดาน
ฝ้าเพดานเป็นอีกที่ที่ปลวกโปรดปราน โดยปกติแล้วฝ้าเพดานจะมีสีขาวและเป็นแผ่นเรียบ หากสังเกตุว่าเริ่มมีรอยและดูไม่สม่ำเสมอ นั่นอาจเป็นพื้นที่รุกรานจากปลวกก็เป็นได้

กำจัดปลวกอย่างไรให้ได้ผล
วิธีการกำจัดปลวกนั้นมีอยู่สองวิธี คือ ทำด้วยตัวเอง กับการใช้บริการ ซึ่งการทำด้วยตัวเองเราสามารถหาซื้อน้ำยาหรือผงกำจัดปลวกมาทำลายลังของมันเองได้ แต่ปัญหาส่วนใหญ่คือกำจัดเท่าไหร่ก็ไม่หมดซะที

วิธีที่สองคือการเรียกใช้บริการ ซึ่งปัจจุบันมีมากมายให้เลือก แต่ถ้าอาการที่บ้านพบปลวกรุกรานอย่างหนัก เราขอแนะนำให้ใช้บริการที่มีมาตรฐาน แม้จะมีราคาสูงแต่สามารถจำจัดให้หมดได้และมีการรับประกันอีกด้วย

การทำความสะอาดอ่างล้างจาน

อุปกรณ์

1. น้ำยาล้างจาน

2. น้ำส้มสายชูกลั่น

3. เบกกิ้งโซดา

4. เกลือหิน

5. น้ำแข็ง

6. ผ้าสะอาด

7. แปรงสีฟัน

8. ผ้าไนลอนหรือฟองน้ำ

9. กระดาษทิชชู่อเนกประสงค์ (กระดาษทิชชู่แผ่นใหญ่)

 

วิธีทำความสะอาด

1. อันดับแรกเปิดน้ำให้อ่างเปียกทั่วถึงซะก่อน แล้วจึงเอาผงเบกกิ้งโซดาโรยทิ้งเอาไว้สักพัก จนเบกกิ้งโซดาจับตัวเป็นก้อน จากนั้นค่อยเอาน้ำสะอาดล้างออก

2. ต่อมาก็มาทำความสะอาดส่วนอื่น ๆ กันบ้าง ซึ่งสำหรับจุกอ่างล้างจานนั้น คุณสามารถทำความสะอาดได้โดยเอาแปรงสีฟันจุ่มน้ำยาล้างจานหรือผงเบกกิ้งโซดาผสมน้ำ มาขัดรอบ ๆ จุกให้สะอาด และใช้วิธีเดียวกันนี้ขัดรอบ ๆ ก๊อกน้ำด้วย ก่อนจะล้างน้ำออกให้เรียบร้อย

3. หลังจากนั้นก็มองหาผ้าสะอาดมาเช็ดจนแห้ง แล้วเอากระดาษทิชชู่อเนกประสงค์ที่หยดน้ำส้มสายชูกลั่นลงไปแล้ว มาวางคลุมไว้ให้ทั่วอ่าง ทิ้งไว้ราว 20 นาที

4. และเมื่อรอจนครบตามเวลาแล้ว คุณก็สามารถใช้ผ้าไนลอนหรือฟองน้ำซับน้ำยาล้างจานเช็ดอีกครั้ง แล้วจึงล้างน้ำออกให้สะอาดได้เลย

5. สุดท้ายเพื่อกันปัญหาท่อตันไว้แต่เนิ่น ๆ คุณก็สามารถกำจัดเศษอาหารติดค้างในท่อได้โดยการใส่น้ำแข็งลงไป ตามด้วยเกลือหินประมาณ 1 ถ้วย เพื่อให้มันไปผสมกันและขจัดคราบมันรวมทั้งเศษอาหารออกไปได้ อย่างไรก็ดี เพื่อกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์จากเศษอาหารที่หมักหมมในท่อ อาจบีบมะนาวลงไปขจัดกลิ่นด้วยก็ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : kapook

5ขั้นตอนดูแลบ้านช่วงหน้าฝน

บ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย เพราะเป็นทั้งที่พักผ่อนและที่หลบฝนหลบแดด แต่บ้านก็เหมือนกับคนต้องการการดูแลรักษา เอาอกเอาใจ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน อย่าปล่อยให้มันไม่สบายเป็นหวัดคัดจมูก เราจึงขอเสนอวิธีดูแลรักษาบ้านในช่วงหน้าฝนมาให้เพื่อนๆ นำไปใช้กัน

1. ทำความสะอาดรางระบายน้ำ
เพราะเป็นทางน้ำไหลผ่าน อย่าให้มีเศษขยะหรือของอะไรมากีดขวาง ไม่อย่างนั้นน้ำที่ไหลไปคงเอ่อท่วมเหมือนน้ำท่วมปี 53 ที่มีบ้านใน กทม เป็นสิ่งกีดขวางแน่นอน

2. ตรวจรอยรั่วซึม
คอยสังเกตุเวลาฝนตกว่ามีน้ำรั่วซึมตามหลังคาหรือเพดานหรือไม่ ถ้าพบเจออย่าปล่อยทิ้งไว้นานเพราะปัญหาใหญ่จะตามมา ควรรีบตามช่างเพื่อแก้ปัญหาโดยด่วน หรือใช้ยางซีลที่กันน้ำได้ มาอุดรูรั่วตามประตูหรือหน้าต่าง

3. ตรวจสอบปลั๊กไฟ
สำคัญมากๆ สำหรับปลั๊กไฟ หากปล่อยให้น้ำกระเด็นเข้าไปจะเป็นอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะปลั๊กที่อยู่ติดประตูหรือหน้าต่างที่เสี่ยงต่อการโดนน้ำ ลองหาอะไรมาปิดไว้หรือทางที่ดีควรเปลี่ยนไปใช้ปลั๊กแบบที่มีฝาเปิด-ปิด

4. ตรวจน้ำขัง
ตามพื้นระเบียงหรือพื้นบ้านที่ไม่เรียบสนิทจะมีน้ำขัง เมื่อฝนตกเสร็จแล้วให้ทำความสะอาดบริเวณน้ำขังให้เรียบร้อย อย่าปล่อยให้มีคราบเพราะทิ้งไว้นานๆ จะล้างไม่ออก ติดเป็นคราบ

5. สีทาบ้าน
สำหรับบ้านเก่าสีซีด สีนอกจากจะทำให้บ้านดูดีดูใหม่แล้ว สีบางชนิดยังช่วยป้องกันผนังบ้านอีกด้วย สำหรับบ้านเก่าควรทาสีใหม่เพื่อป้องกันเชื้อราจากความชื้น โดยเฉพาะส่วนที่ทำจากไม้ต้องดูแลเป็นพิเศษ

ขอบคุณข้อมูลจาก : infinitydesign

ลดความชื้น แก้ปัญหาเชื้อรา 

ความชื้น ( humidity) เป็นคำใช้เรียกปริมาณไอน้ำในอากาศ อย่างเป็นทางการ อากาศชื้นเป็นสารผสมระหว่างไอน้ำกับองค์ประกอบอื่นของอากาศ ปัญหาความชื้นในห้องน้ำเป็นอีก1อย่างที่หลายๆท่านกำลังพบเจอกับปัญหานี้ เรามีทริคการลดความชื้นแก้ปัญหาเชื้อราในห้องน้ำมาฝากค่ะ

1.ให้เปิดพัดลมระบายอากาศก่อนที่จะเริ่มอาบน้ำ และเมื่ออาบเสร็จ ก็ปล่อยให้พัดลมทำงานต่อเนื่องไปอีกประมาณ 20 นาที อาจจะใช้วิธีการติดตั้งไทม์เมอร์ให้ปิดเองก็ได้ วิธีนี้แม้จะทำให้พัดลมทำงานหนัก แต่ก็พอจะช่วยได้ หากเราเปิดพัดลมให้นานพอที่จะระบายอากาศหลังการอาบน้ำออกได้จนหมด

2.พัดลมระบายอากาศที่ติดตั้งนั้น ควรมีระบายอากาศออกไปนอกผนัง หรือหลังคา จึงจะสามารถระบายความชื้นได้ แต่พัดลมส่วนใหญ่ ทำได้แค่เพียงระบายกลิ่น ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อลดความชื้นในห้องแต่อย่างใด

3.ตรวจเช็คพัดลมระบายอากาศ ดูว่าอากาศสามารถผ่านได้จริง ๆ

4.ต้องทำให้มีอากาศบริสุทธิ์เข้ามาถ่ายเทในห้องน้ำ เราควรเว้นช่องระหว่างประตูห้องน้ำกับพื้นเอาไว้บ้าง เพื่อให้อากาศระบายได้ หรือไม่เช่นนั้น อาจจะใช้วิธีแง้มประตูห้องน้ำในระหว่างที่เปิดพัดลมระบายอากาศ

5.ต้องแน่ใจว่าพัดลมดูดอากาศนั้นมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะรองรับขนาดของห้องน้ำ ต้องคำนวณขนาดที่เหมาะสม โดยดูความกว้าง ความยาว ของห้องน้ำ เทียบกับประสิทธิภาพในการทำงานเป็นคิวบิค ฟีท ต่อนาที หรือ CFM ของพัดลม

6.สุดท้ายก่อนที่จะซื้อพัดลมระบายอากาศ ต้องมั่นใจในคุณภาพ ว่าพัดลมมีประสิทธิภาพเพียงพอที่ช่วยถ่ายเทอากาศ และสามารถรองรับการทำงานเป็นเวลานานได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : sanook

การดูแลรักษาและขจัดรอยเปื้อนบนพื้นหินอ่อน

ในการทำความสะอาดประจำวันของ พื้นหินอ่อน นั้น ให้ใช้น้ำยาทำความสะอาดพื้นทั่วไปผสมน้ำแบบเจือจางแล้วทำการเช็ดถูพื้นหินอ่อนตามปกติ ทั้งนี้ ก็เพื่อขจัดรอยเปื้อนประจำวันที่อาจกลายเป็นรอยเปื้อนสะสมได้ในระยะยาว

แต่หาก พื้นหินอ่อน เป็น รอยเปื้อน และเกิดคราบไม่พึงประสงค์ไปแล้วนั้น  ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือให้ช่างที่มีความชำนาญในการทำความสะอาดพื้นหินอ่อนมาช่วยทำความสะอาดลบรอยให้จะปลอดภัยและเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด  แม้ว่าเราอาจลองจะทำความสะอาดได้เองบ้างในบางกรณี

เช่น ใช้แปรงสีฟันจุ่มน้ำสบู่ขัดตามบริเวณที่มีรอยเปื้อน แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง หากเปื้อนไวน์ ชา หรือ กาแฟ ให้ใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 1 ส่วน ผสมน้ำ 4 ส่วน แล้วเช็ดออกทันที และควรเช็ดซ้ำจนกว่ารอยเปื้อนจะจางหายไป หรือหากเป็นเพียงคราบมัน  ก็ให้ใช้น้ำมันไฟแช็คมาเช็ดแล้วรีบเช็ดอีกครั้งด้วยน้ำสะอาดทันที  แต่วิธีนี้ก็เสี่ยงกับการได้ลายแปลก ๆ มาแทนแบบถาวรก็ได้ เช่นเดียวกับอีกกรณีหนึ่ง หากหินอ่อนมีรอยที่เปื้อนคราบเขม่าควัน ก็ให้หาซื้อผงพูมิส (Pumice) มาผสมน้ำแล้วขัดหินอ่อนเบา ๆ  หากคราบเขม่ายังไม่ออกอีก ก็ให้ใช้น้ำมะนาวเช็ด แต่ก็ต้องรีบล้างออกเช่นกัน เพราะน้ำมะนาวนั้น  ก็จะเป็นตัวที่กัดเนื้อหินได้

ข้อห้ามสำคัญสำหรับการทำความสะอาดพื้นหินอ่อนก็คือ ห้ามใช้น้ำยาฟอกสี และผงซักฟอกในการขัดล้างทำความสะอาดค่ะ เพราะการขัดด้วยน้ำยาฟอกสี และผงซักฟอก จะไปฟอกหินอ่อนเป็นรอยด่างได้ อีกทั้งหากใช้วัสดุเนื้อหยาบหรือมีคมในการทำความสะอาด ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการทำให้พื้นเป็นรอยให้กับหินอ่อน  ซึ่งมีพื้นผิวของหิน ที่อ่อนสมชื่ออีกด้วย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : baansanruk.blogspot.com

ขั้นตอนการทําความสะอาดบ้าน

การทำความสะอาดบ้าน เป็นกิจวัตรประจำวัน ที่ผู้อาศัยอยู่ในบ้านทุกคน ควรจะต้องปฏิบัติทุกวัน เพื่อไม่ให้เกิดการหมักหมม และสะสมความสกปรก รกรุงรัง ซึ่งเป็นสาเหตุของ มด หนู แมลงสาบ มาร่วมอาศัยอยู่กับเรา ภายใต้หลังคาบ้านเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องถามความสมัครใจ จากเจ้าของบ้าน  เคล็ดลับน่ารู้ และข้อแนะนำ เกี่ยวกับขั้นตอนการทำความสะอาดบ้าน

1. เก็บของให้เป็นที่

หลายๆ คนไม่เคยฝึกตัวเองให้เป็นคนมีระเบียบ หยิบฉวยอะไรได้ เมื่อใช้เสร็จเรียบร้อย ก็วางทิ้งเกะกะ ไม่เป็นที่เป็นทาง เวลาจะใช้อีก ก็ค้นหากันจนเหนื่อย และมักจะไม่เจอ ต้องซื้อใหม่กันอยู่ตลอดเวลา นอกจากเป็นการสิ้นเปลืองแล้ว ยังทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมกัน เกิดความหงุดหงิด รำคาญใจอีกด้วย

ดังนั้น จึงควรฝึกระเบียบตัวเองเสียใหม่ หยิบอะไรมาจากตรงไหน ใช้เสร็จก็นำกลับไปวางไว้ที่เดิม แค่ฝึกทำไม่กี่ครั้ง เราก็จะเริ่มชิน และสุดท้าย ก็จะกลายเป็นนิสัยถาวร ที่ต้องเก็บของเข้าที่ให้เรียบร้อยไปในที่สุด โดยไม่รู้สึกว่าลำบากยุ่งยากอีกเลย ทีนี้ เราก็จะไม่ต้องเสียเวลาค้นหา หรือซื้อใหม่ ทำให้บ้านช่องมีความเป็นระเบียบ เรียบร้อยมากขึ้นเป็นกอง

2. เรื่องการถอดรองเท้า

ไม่จำเป็นต้องเป็นคุณพ่อบ้าน คุณแม่บ้าน หรือคุณลูกๆ สมัยนี้ ก็ติดนิสัยถอดรองเท้ากองสุมกันไว้ ไม่เป็นระเบียบ เช้าขึ้นมาก็ค่อยมาหารองเท้า และไม่ค่อยสนใจทำความสะอาดกันเลย เรียกได้ว่า ใส่จนขาดคาเท้า ยังไม่เคยทำความสะอาดกันเลยก็มี

วิธีการแก้ไข คือ ควรจะหาตู้ใส่รองเท้า ให้เหมาะสมกับจำนวนสมาชิกในบ้าน พร้อมกับหาอุปกรณ์ทำความสะอาดรองเท้า มาเตรียมไว้ในตู้ให้พร้อม เมื่อกลับถึงบ้าน ก็เก็บรองเท้าเข้าตู้ให้เรียบร้อย เพียงเท่านี้ปัญหารองเท้าหาย ไม่ครบคู่ก็จะหมดไปค่ะ

3. การทำความสะอาดห้องนอน

ควรเปลี่ยนผ้าปูที่นอนทุก 3 วัน หรืออย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ในวันหยุดควรเปิดผ้าม่าน เพื่อรับแสงสว่าง และเปิดหน้าต่างเพื่อเป็นการถ่ายเทอากาศ ให้ห้องนอนได้มีกลิ่นหอม สะอาดอยู่เสมอ

4. การทำความสะอาดห้องน้ำ

ควรทำความสะอาดห้องน้ำอย่างน้อย วันเว้นวัน แต่ในทุกครั้งที่เสร็จสิ้นภารกิจการใช้ห้องน้ำ ควรรีดน้ำจากพื้นให้พื้นแห้ง เป็นการป้องกันการเป็นตะไคร่ และลื่นล้มได้

5. การทำความสะอาดห้องครัว

เพราะห้องครัวเป็นแหล่งรวมสารพัดกลิ่น หากไม่ทำความสะอาดให้ดี อาจจะกลายเป็นแหล่งรวมสารพัดสัตว์ได้อีกด้วย ดังนั้น ทุกครั้งที่ใช้ห้องครัวเสร็จ ควรฉีดสเปรย์ปรับอากาศ หรือจะผสมน้ำส้มสายชู กับโซดาไฟ และน้ำมะนาวครึ่งซีก แล้วฉีดไปรอบๆ บริเวณห้องครัว เพื่อดับกลิ่นคาว จะช่วยให้ห้องครัวมีกลิ่นสะอาดขึ้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : thaicleaningtips.com

 

แนวทางแก้ไขปัญหาพื้นดาดฟ้าเป็นแอ่ง น้ำขังและรั่วซึม

ปัญหาอีกประการหนึ่งสำหรับผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านที่มีลักษณะของการออกแบบส่วนบนของตัวบ้านเป็นพื้นดาดฟ้า แทนหลังคาบ้านนั้น ก็คือการที่พื้นดาดฟ้า เกิดอาการ แตกร้าว น้ำรั่วซึม หรือมีลักษณะ เป็นแอ่ง จนทำให้เกิดอาการน้ำขังอยู่ด้านบน

วิธีการแก้ไขนั้นมีสองวิธีด้วยกัน

วิธีแรกก็คือการทำหลังคาคลุมดาดฟ้าเพื่อป้องกันน้ำฝนตกลงมาขังบนพื้นดาดฟ้าเสียเลย

ส่วนอีกวิธีหนึ่งก็คือ การปรับระดับพื้นดาดฟ้าให้หายเป็นแอ่งกระทะ โดยวิธีหลังนี้ ก่อนอื่นก็ให้ขัดล้างทำความสะอาดดาดฟ้าเสียก่อนค่ะ จากนั้นจึงใช้ปูนผสมน้ำยากันซึมเทไล่ระดับไปบนพื้นเดิมให้บางที่สุด (ไม่ควรเกิน 1 เซนติเมตร เพราะจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้ดาดฟ้ามากเกินไป) โดนเน้นการแก้ไขตรงส่วนที่เป็นแอ่งกระทะที่ทำให้เกิดอาการน้ำขัง ที่สำคัญก็คืออย่าลืมเทปูนให้มีความลาดเอียงไปยังจุดที่เป็นท่อทิ้งน้ำ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : baansanruk.blogspot.com